บทที่ 5 ตอนที่ 5
ร่มคันละหมื่นกับคนยืนตากฝน
เสียงเม็ดฝนตกกระทบพื้นคอนกรีตหน้าตึกสำนักงานดังสนั่นต่อเนื่องมาเกือบชั่วโมงแล้ว ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวในยามบ่ายถูกแทนที่ด้วยเมฆสีเทาหม่น พายุฝนหลงฤดูเทกระหน่ำลงมาตรงกับเวลาเลิกงานพอดี ราวกับจงใจกลั่นแกล้งมนุษย์เงินเดือนที่กำลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
ฟ้ายืนถอนหายใจอยู่ตรงโถงทางเข้าตึก เธอมองสายฝนที่สาดเทลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก มืออวบล้วงเข้าไปควานหาของในกระเป๋าสะพายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม วันนี้เธอลืมพกร่มมาด้วย
พนักงานคนอื่นๆ เริ่มทยอยเดินกางร่มออกไป บางคนก็มีรถยนต์ส่วนตัวมารับ บางคนก็เรียกแท็กซี่ตัดหน้ากันไปมาจนวุ่นวาย ฟ้าขยับตัวหลบมุมเพื่อไม่ให้เกะกะขวางทางคนอื่น เธอคำนวณระยะทางจากหน้าตึกไปถึงป้ายรถเมล์ในใจ ถ้าต้องวิ่งฝ่าฝนระดับนี้ไป สภาพของเธอคงไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำก่อนจะถึงหอพักแน่ๆ
ในขณะที่เธอกำลังสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมใจจะวิ่งพุ่งออกไปปะทะกับสายฝน เงาดำขนาดใหญ่ก็ทาบทับลงมาเหนือศีรษะ
เสียงเม็ดฝนที่เคยดังหนวกหูถูกแทนที่ด้วยเสียงหยดน้ำตกกระทบบนผืนผ้าใบ ฟ้าเงยหน้าขึ้นมองร่มคันใหญ่สีดำสนิทที่กางครอบคลุมตัวเธอไว้จนมิด ก่อนจะหันไปมองคนที่ถือร่มคันนั้น
พีชยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอในระยะประชิด เขาสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ ประจำตัวของเขาผสมผสานกับกลิ่นอายของสายฝนลอยมาแตะจมูก ฟ้าเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อสายตาเลื่อนไปเห็นด้ามจับร่มในมือเขา โลโก้ตัวอักษรไขว้สีเงินวาววับของแบรนด์เนมระดับโลกตะโกนบอกราคาเหยียบหลักหมื่นของมันอย่างชัดเจน
"จะยืนตากฝนทำไมครับพี่ฟ้า เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก" เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
"แล้วพีชมาทำอะไรตรงนี้ ทำไมยังไม่กลับไปขับรถสปอร์ตของตัวเองอีกล่ะ ลานจอดรถวีไอพีอยู่ชั้นใต้นี่เองไม่ต้องกลัวเปียกหรอก" ฟ้าถามกลับพลางขยับตัวออกห่างนิดหน่อยเพื่อรักษาระยะห่าง
"วันนี้ฝนตกหนัก รถน่าจะติดแหง็กอยู่บนถนน ผมไม่อยากขับรถให้เมื่อย เลยกะว่าจะลองนั่งรถเมล์กลับบ้านดูบ้าง" พีชตอบหน้าตาย
"คุณหนูอย่างเราเนี่ยนะจะโหนรถเมล์ รถเมล์ตอนฝนตกคนแน่นเป็นปลากระป๋องเลยนะ จะทนไหวเหรอ"
"ไหวสิครับ ผมบอกแล้วไงว่าอยากซึมซับวิถีชีวิตพนักงานออฟฟิศอย่างแท้จริง พี่ฟ้ากลับทางไหนล่ะครับ ผมเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์นะ"
พีชไม่รอให้เธอปฏิเสธ เขาขยับร่มเข้ามาใกล้ตัวเธอมากขึ้น พร้อมกับใช้มืออีกข้างแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเธอเป็นเชิงรบเร้าให้เดินออกไปพร้อมกัน ฟ้าลอบถอนหายใจกับความดื้อดึงของหมาเด็กคนนี้ สุดท้ายเธอก็ต้องยอมก้าวเท้าเดินออกไปในสายฝนโดยมีเขาคอยกางร่มคันหรูให้
ระยะทางจากหน้าตึกบริษัทไปถึงป้ายรถเมล์ไม่ได้ไกลมากนัก แต่พายุฝนที่สาดซัดตามแรงลมก็ทำให้การเดินลำบากขึ้น ฟ้ามัวแต่ก้มมองพื้นถนนเพื่อหลบแอ่งน้ำขัง จนกระทั่งเดินมาถึงศาลาพักผู้โดยสาร เธอหันกลับมาตั้งใจจะบอกขอบคุณ แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
ฟ้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อเชิ้ตนักศึกษาฝั่งขวาของพีชเปียกชุ่มไปครึ่งซีก เนื้อผ้าสีขาวลู่แนบติดกับผิวหนังจนเห็นรอยสักรูปหมาป่าสีดำสนิทที่โผล่พ้นขอบกางเกงขึ้นมาวับๆ แวมๆ ตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน เขาจงใจเอียงร่มคันใหญ่มาทางเธอจนมิด เพื่อบังไม่ให้ละอองฝนกระเด็นโดนตัวเธอเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ตัวเองต้องรับน้ำฝนไปเต็มๆ
"พีช ร่มมันเอียงนะ ทำไมไม่กางให้ตรงๆ ตัวเองเปียกหมดแล้วเห็นไหม" ฟ้ารีบเอื้อมมือไปจับด้ามร่ม หวังจะดันให้มันกลับไปอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับเธอ
"ไม่เป็นไรครับ ผมเป็นผู้ชาย เปียกนิดหน่อยไม่สะทกสะท้านหรอก แต่ถ้าพี่ฟ้าเปียกแล้วไม่สบายขึ้นมา ใครจะสอนงานผมล่ะ"
พีชขืนแรงที่ด้ามร่มเอาไว้ไม่ยอมให้เธอดันกลับ เขาตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ราวกับว่าการที่ตัวเองต้องยืนเปียกฝนเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการได้ปกป้องเธอ
ความรู้สึกอุ่นวาบก่อตัวขึ้นในใจของฟ้าอย่างเงียบเชียบ เธอรีบชักมือกลับ ดึงสายตาหนีจากเสื้อเชิ้ตเปียกชื้นที่เน้นย้ำสัดส่วนสมบูรณ์แบบของเขา ท่องประโยคเดิมซ้ำๆ ในหัวว่าเขาเป็นแค่เด็กฝึกงานที่บังเอิญนิสัยดีและรวยมากเท่านั้น
ไม่นานนักรถโดยสารประจำทางปรับอากาศก็แล่นมาจอดเทียบป้าย ผู้คนมากมายพากันกรูขึ้นรถเพื่อหนีฝน ฟ้ารีบก้าวขึ้นไปตามความเคยชิน พีชหุบร่มคันละหมื่นของเขาแล้วรีบสาวเท้าตามหลังเธอขึ้นมาติดๆ
สภาพบนรถเมล์อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีทางเดิน ฟ้าขยับเข้าไปยืนจับราวเหล็กตรงกลางรถ พีชที่เพิ่งเคยเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรกดูจะทำตัวไม่ถูก เขายืนเก้งก้างหาที่จับไม่เจอ ความสูงที่โดดเด่นทำให้เขาต้องค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชนกับหลังคารถ
คนขับรถออกตัวด้วยความเร็วและเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อเจอสัญญาณไฟแดง ร่างสูงของพีชที่ยังไม่ได้ทรงตัวถลาไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยง เขาเสียหลักเซมาทางฟ้าอย่างจัง
"โอ๊ะ"
ฟ้าอุทานเบาๆ เมื่อแผงอกแกร่งกระแทกเข้ากับแผ่นหลังของเธอ พีชรีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นยันกับราวเหล็กเหนือศีรษะเธอเพื่อพยุงตัว กลายเป็นว่าตอนนี้เขากำลังยืนซ้อนอยู่ด้านหลังและใช้ท่อนแขนแข็งแรงกั้นเป็นกำแพงล้อมรอบตัวเธอเอาไว้
ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือศูนย์ ฟ้าสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากแผ่นอกที่แนบชิดอยู่ด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ผสมกับกลิ่นฝนยิ่งชัดเจนขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลง พีชไม่ได้ขยับออกไปไหน เขาจงใจใช้ร่างกายของตัวเองบังแรงเบียดเสียดจากผู้โดยสารคนอื่นๆ ให้เธออย่างเนียนๆ
"ขอโทษครับพี่ฟ้า พอดีผมทรงตัวไม่อยู่น่ะ ยืนแบบนี้พี่อึดอัดไหม" เขาถามเสียงเบาชิดริมหูจนฟ้าสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ
"มะ ไม่เป็นไร พีชจับราวไว้ให้แน่นๆ ก็แล้วกัน" ฟ้าตอบตะกุกตะกัก พยายามยืนนิ่งๆ ไม่ให้ตัวเองเผลอขยับไปเบียดเขามากไปกว่านี้
"เก็บค่าโดยสารด้วยจ้า"
เสียงกระเป๋ารถเมล์ดังแหวกอากาศขึ้นมาขัดจังหวะ พนักงานหญิงวัยกลางคนเดินฝ่าฝูงชนมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาสองคน กระบอกตั๋วในมือขยับสั่นไปมาเป็นสัญญาณให้รีบจ่ายเงิน
พีชทำหน้าเหลอหลา เขาใช้มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบธนบัตรสีเทาใบละหนึ่งพันบาทใหม่เอี่ยมยื่นให้กระเป๋ารถเมล์
"สองคนครับ" เขาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
พนักงานเก็บค่าโดยสารชะงัก ชักสีหน้าใส่ทันที เธอมองแบงก์พันในมือเด็กหนุ่มแล้วบ่นเสียงดัง
"น้องเอ๊ย ค่ารถยี่สิบบาท ให้แบงก์พันมาตอนฝนตกรถติดแบบนี้ ป้าจะเอาเงินที่ไหนมาทอน วันหลังถ้าจะนั่งรถเมล์ก็หัดแตกแบงก์ย่อยมาบ้างนะ ไม่ใช่มาทำตัวเป็นคุณชายบนรถเมล์"
พีชเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็เขาไม่มีแบงก์ย่อยจริงๆ ในกระเป๋าสตางค์ของเขามีแต่บัตรเครดิตและธนบัตรใบละพันเท่านั้น
ฟ้าเห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดีจึงรีบมุดตัวออกจากวงแขนของเขา เธอล้วงเหรียญในกระเป๋าผ้าออกมานับแล้วยื่นให้พนักงานเก็บเงินแทน
"นี่ค่ะป้า สี่สิบบาท พอดีน้องเขาเพิ่งเคยขึ้นรถเมล์ครั้งแรก ป้าอย่าว่าน้องเลยนะคะ"
ฟ้าส่งยิ้มเจื่อนๆ แก้สถานการณ์ กระเป๋ารถเมล์รับเหรียญไปฉีกตั๋วให้แล้วเดินบ่นพึมพำจากไป ฟ้าหันกลับมามองหน้าเด็กฝึกงานตัวโตที่กำลังยืนทำหน้ามุ่ยเหมือนลูกหมาโดนขัดใจ เธอส่ายหน้าช้าๆ กับความโป๊ะแตกของความรวยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือของเขา
"คราวหลังถ้าจะซึมซับชีวิตพนักงานออฟฟิศ กรุณาเตรียมเหรียญสิบมาด้วยนะคุณหนู" ฟ้ากระซิบดุเบาๆ
"ก็ผมไม่รู้นี่ครับว่าเขาไม่มีทอน งั้นตั๋วใบนี้ถือว่าพี่ฟ้าเลี้ยงผมนะ คราวหน้าเดี๋ยวผมพาไปเลี้ยงข้าวหรูๆ คืน" พีชยิ้มกริ่ม เปลี่ยนเรื่องได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ
รถเมล์ใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการฝ่าการจราจรที่ติดขัดมาจนถึงป้ายหน้าซอยหอพักของฟ้า พายุฝนเริ่มซาลงเหลือเพียงละอองฝนปรอยๆ พีชกางร่มคันหรูของเขาอีกครั้งและเดินมาส่งฟ้าจนถึงใต้ชายคาตึกหอพัก
แสงไฟจากหลอดนีออนหน้าตึกสาดส่องให้เห็นสภาพของพีชชัดเจนขึ้น เสื้อเชิ้ตของเขาเปียกชุ่มจนแนบไปกับเนื้อ หยดน้ำฝนเกาะพราวอยู่บนเส้นผมสีเข้มและหยดแหมะลงมาตามกรอบหน้าหล่อเหลา ฟ้ามองสภาพของคนที่ยอมเปียกฝนเพื่อปกป้องเธอมาตลอดทางด้วยความรู้สึกผิดปนหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้น
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนที่พับไว้อย่างเรียบร้อยยื่นส่งให้เขา
"เช็ดหัวซะสิ เปียกขนาดนี้เดี๋ยวก็เป็นไข้หรอก แล้วนี่จะกลับยังไง"
พีชก้มมองผ้าเช็ดหน้าในมือเธอสลับกับใบหน้ากลมมนของคนตรงหน้า รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา เขาไม่ได้รับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาเช็ดเอง แต่กลับยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธออีกนิด
"พี่ฟ้าเช็ดให้ผมหน่อยสิครับ ผมถือร่มมาตั้งนาน ปวดแขนไปหมดแล้วเนี่ย" เขาใช้น้ำเสียงออดอ้อนแบบที่ชอบทำเป็นประจำ
"ตลกแล้ว เรามีมือก็เช็ดเองสิ พี่จะขึ้นห้องแล้ว ขอบใจที่มาส่งนะ กลับบ้านดีๆ ล่ะ"
ฟ้ายัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือเขาอย่างรวดเร็ว เธอไม่กล้าสบตาเขานานไปกว่านี้ เพราะกลัวว่าหัวใจที่กำลังเต้นแรงผิดจังหวะจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในตึกหอพัก ทิ้งให้เด็กฝึกงานตัวสูงยืนอยู่ใต้ชายคาเพียงลำพัง
พีชยืนมองแผ่นหลังของฟ้าจนลับสายตา รอยยิ้มออดอ้อนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกริ่มของคนเจ้าเล่ห์ เขายกผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนขึ้นมาจรดจมูก สูดดมกลิ่นหอมละมุนที่เหมือนกับกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเธอเข้าปอดลึกๆ
มือหนาล้วงสมาร์ตโฟนเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขากดโทรออกหาหมายเลขคุ้นเคยเพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็รับสาย
"เอารถตู้มารับฉันที่หน้าปากซอยหอพักพี่ฟ้าที เออ ฉันจอดรถสปอร์ตทิ้งไว้ที่ออฟฟิศนั่นแหละ เอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ด้วย เปียกไปหมดแล้วเนี่ย"
พีชสั่งงานลูกน้องคนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามฉบับทายาทผู้บริหาร ก่อนจะกดวางสาย เขามองดูผ้าเช็ดหน้าในมืออีกครั้งแล้วเก็บมันลงกระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม
